วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Cashfiesta ได้เงินจริงค่ะ

$$$$$ ขั้นตอนการสมัคร $$$$$

http://www.cashfiesta.com/php/join.php?ref=sgasi4411

1. Click ที่ Link ด้านบนหรือ Copy ชื่อ Website ด้านบน แล้วนำไปเปิดใน Address
ของ Internet หน้าใหม่ เพราะคุณต้องดูวิธีสมัครในหน้านี้
2. ขั้นตอนนี้สำคัญมาก *จะต้องใส่ทุกช่องเป็นภาษาอังกฤษเพราะเค้าจะส่งเช็คมาให้
ตามที่อยู่ของคุณ*
3. Login : ใส่ชื่ออะไรก้อได้ตามต้องการเพื่อใช้ Login ควรตั้งที่จำง่ายง่ายๆ แล้วจดเก็บไว้
4. Password : ใส่ชื่ออะไรก้อได้ตามต้องการเพื่อใช้ควบคู่กับ Login แต่ต้อง 4ตัวขึ้นไปนะคะ
5. Verify Password : ยืนยัน Password อีกครั้ง
6. First Name : ใส่ชื่อจริงของคุณ
7. Last Name : ใส่นามสกุลของคุณ
8. Street Address ที่อยู่ที่ต้องการรับเช็ค ตัวอย่างเช่น 61/1 moo.1 Tumbol. samchuk
9. City : ชื่ออำเภอ
10. Zip/Postal Code : รหัสไปรษณีย์
11. State : ไม่ต้องใส่คะ เพราะเราไม่ได้อยู่ที่อเมริกาหรือแคนาดา
12. Province : จังหวัด เช่น Suphanburi
13. Country : Thailand
14. E-mail address : ใส่ E-mail ของเราที่ต้องการติดต่อกับ Web cashfiesta
15. Verify E-mail address : ยืนยัน E-mail ของเราอีกครั้ง
16. Year of Birth : ปีเกิดของคุณ เป็นปี ค.ศ นะคะ (เอาปี พ.ศ ที่คุณเกิดลบด้วย 543 จะได้ปี ค.ศ คะ)
17. Gender : เพศของคุณ (Male = ชาย , Female = หญิง)
18. Education : ระดับการศึกษา
19. Annual Household Income : รายได้ต่อปีของคุณ
20. ที่ช่อง Industry และ Title ใส่อะไรก็ได้
21. Please tell us why you use Internet ใช้ Internet ทำอะไรบ้าง เลือกข้อไหนก็ได้
22. Please tell us what do you search for or buy o?nline ถ้าคุณซื้อสินค้าทาง Internet คุณจะซื้ออะไร เลือกข้อไหนก็ได้
23. ที่ช่อง Payment Information : ใส่ไว้ $50 ดีแล้วคะ เพราะเค้าถามเราว่าจะให้ส่งเงินมาให้ตอนได้เงินเท่าไหร่
24. ที่ช่อง Referred by : ให้ใส่ว่า prachya08(ถ้าคุณไม่ใส่ชื่อที่ช่องนี้ เมื่อคุณทำยยอดได้ครบ จะไม่ได้เงินนะคะ)
25. คลิ๊กที่ช่อง I have read and understand the Member Agreement ด้วยนะคะ
26. ดูอีกครั้งคะว่าใส่ครบทุกช่องแล้วนะคะ จากนั้นกดปุ่ม Submit Registration ได้เลยคะ
27. ถ้าเข้าไม่ได้แสดงว่าคุณกรอกข้อมูลผิด จะมีข้อความคำว่า Error สีแดงขึ้นมาที่ช่องที่เรากรอกข้อมูลผิด ก็แก้ไขให้เรียบร้อย


$$$$$ ขั้นตอนต่อไป $$$$$
ให้คุณ download โปรแกรมของ cashfiesta คะ ตามขั้นตอนต่อไปนี้
1. เปิด http://www.cashfiesta.com/
2. คลิก members แถวซ้ายมือ คะ
3. ใส่ Login กับ Password ที่คุณลงทะเบียนไว้
4. คลิกที่ Download Fiseta Bar แถวขวามือคะ
5. จากนั้นเริ่มการ Dowload โดยคลิกปุ่ม Dowload อยู่แถวกลางๆนะคะ
6. เมื่อ Download เสร็จแล้วให้เปิด โปรแกรมที่เรา Download ไว้ขึ้นมา
7. ใส่ Login กับ Password อีกครั้งหนึ่ง
8. จากนั้นพื้นที่ด้านบนของจอ คอมพิวเตอร์คุณจะเป็นพื้นที่โฆษณาของบริษัท จะมีตัว
การ์ตูน อยู่ด้านมุมบนซ้าย นั่งหลับอยู่ ให้คุณเอา เมาส์ มา คลิกเพื่อให้ตัวการ์ตูนเริ่มเดิน
อยู่กับที่ พยายามคลิกหลายครั้งหน่อยเพื่อปลุกการ์ตูนที่หลับอยู่คะ การเดินของตัว
การ์ตูน จะทำให้ค่าตัวเลขบริเวณ CashFiesta Point(โดยปกติจะได้500-600point/
ชั่วโมง)ซึ่งอยู่ด้านบนของคอมคุณเริ่มเดิน ให้คุณสะสม ต้องให้การ์ตูนเดินตัว
เลขจึงจะเพิ่มขึ้นคะ อย่าให้มันหลับหรือนั่ง ถ้ามันนั่งก็ใช้เม้าไปคลิกให้มันตื่นดังนั้นถ้า
ตัวการ์ตูนกำลังเดินอยู่จะทำให้เรามีเงินใน 1 เดือนข้างหน้านี้นะคะแล้วให้นำเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารได้เลย


$$$$$ สำหรับมือใหม่ควรจะศึกษาจาก $$$$$
ที่นี้ดูก่อนนะคะ มันมีข้อที่ต้องเข้าใจมากกว่าเวปทำเงินทั่วๆไป เช่นอัตราการจ่ายเงิน
วันที่เบิก การทำ special offers เพื่อเพิ่มเรตการจ่ายเงิน เป็นต้น บางคนถ้าทำไปแบบไม่
ได้ศึกษาดูก่อนก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่กว่าจะได้เงิน เพราะว่าถ้าไม่รู้อะไรเลย สมัครปุ๊ป
เปิดแต่บาร์ โดยที่ไม่ได้สมัคร special offers เลยซักอัน คุณจะได้เรต 1000 แต้ม ได้
เงิน 0.01$ ซึ่งทำทั้งปีก็ไม่ได้เงินคะแล้วก็จะหาว่าwebนี้ หลอกลวง เพราะฉะนั้นก่อนทำ
ควรศึกษาดูก่อนคะ ดิชั้นหวังว่าท่านทั้งหลายคงจะเปิดใจศึกษาดูนะคะ


$$$$$ ที่ว่ามีคนบอกเว็บนี้เป็น scam site ( ไม่จ่ายจริง ) $$$$$
อันนี้เป็นความเข้าใจผิดคะมักจะเป็นดังนี้นะคะ ( ต่างประเทศชอบโดนลบคะแนนบ่อยๆเพราะชอบทำผิดกฎ )
1.อยู่ดีๆก็โดนลบ account อันนี้จะเป็นเมื่อคุณไปสมัครซ้ำด้วย ip เดียวกัน เว็บเขาจับได้
จะแบน ทันทีคะ อาจจะไปสมัครที่ร้านเน็ตถึงได้โดนแบนก็ได้เพราะอาจมีคนมาสมัครที่ร้าน
2.แต้มโดนลบ อันนี้เกิดจาก 2 กรณี อันแรกคือคุณโกงโดยใช้บอท โดยแต้มที่ทำทั้ง
หมด จะโดนลบ ถ้าเขาจับได้ อันสองคือเขาตัดคะแนนไปคิดเป็นเงินคะ อันนี้ไม่เป็นไร
3.ยอดจ่ายที่หลายๆคนนึกว่าเป็น 1000=1.666$ ตั้งแต่แรก พอมาอีกเดือนก็ดันเป็น
1000=0.01$ เลยเลิกไปเลย ( อันนี้ดิชั้นยังเคยเลิก แต่ตอนหลังรู้ความจริงคะ คือต้อง
สมัคร special offers คะ ) ตอนแรกมีคนบอกสมัครเลยได้ 1.666$ ในทันทีอย่าเชื่อ
เด็ดขาดนะคะ ที่จริงได้ 0.01$ ทั้งน้านในตอนแรกถ้าไม่สมัคร special offers เลยซักอัน


$$$$$ ผลตอบแทน ในแต่ละเดือน $$$$$
เมื่อครบ 50 $ หรือประมาณ 2000 บาท(ตอนนี้อาจไม่ถึง ค่าเงินบาทเราแข็งขึ้น) ซึ่งส่วน
มากจะได้ถึง 10,000 บาท (ขึ้นอยู่กับความขยันของคุณ) แต่ถ้าไม่ถึงยอดจะทบไปรวม
กับเดือนต่อไปคะ ถ้ายอดถึง จะต้องไปกดปุ่ม REQUEST PAYMENT BUTTON (ปุ่มนี้
จะปรากฏทุกวันที่ 1-15 ของเดือนเท่านั้นคะ)ที่หน้า Member ใน
http://www.cashfiesta.com/ ทาง WEBก้อจะส่งเช็คมาให้เราที่บ้านเลยนะคะ เราก้อ
เอาเช็คไปขึ้นเงินตามธนาคารได้ทุกที่ ขอแนะนำให้ไปที่ธนาคารกรุงไทยคะ เพราะจะ
เสียค่าธรรมเนียมถูกที่สุด ประมาณ 200 บาทคะ


$$$$$ ยอดขั้นต่ำที่จะเบิกเช็คได้ 50$ ( ดูวิธีสมัคร special ได้ที่ข้างล่างคะ ) $$$$$
ถ้าสมัคร special offers 0 อัน(1000 point/0.01$) ต้องทำ 5000000 แต้ม หรือ 8334 ชั่วโมง
ถ้าสมัคร special offers 1 อัน (1000 point/0.04$) ต้องทำ 1250000 แต้ม หรือ 2084 ชั่วโมง
ถ้าสมัคร special offers 2 อัน (1000 point/0.33$) ต้องทำ 151516 แต้ม หรือ 254 ชั่วโมง
ถ้าสมัคร special offers 3 อัน (1000 point/0.50$) ต้องทำ 100000 แต้ม หรือ 167 ชั่วโมง
ถ้าสมัคร special offers 4 อัน (1000 point/0.66$) ต้องทำ 75758 แต้ม หรือ 127 ชั่วโมง
ถ้าสมัคร special offers 5 อัน (1000 point/0.83$) ต้องทำ 60254 แต้ม หรือ 101 ชั่วโมง
ถ้าสมัคร special offers 6 อัน (1000 point/1.00$) ต้องทำ 50000 แต้ม หรือ 84 ชั่วโมง


$$$$$ การสมัคร special offers $$$$$
1.โดยเมื่อคุณเปิดบาร์แล้วให้คุณเข้าไปที่ปุ่ม special offers บนบาร์ คะ
2.เลือกที่ free money ที่หัวข้อด้านซ้ายมือคะ ( แบบไม่ต้องเสียเงิน คะ )
3.ก็จะมีหลายหน้าให้เลือกคะ ให้คุณหาที่มีคำว่า World หรือ thailand เท่านั้นคะ
4.เข้าไปสมัครเลยคะ โดยต้องกรอก e-mail และชื่อจริงให้ตรงกับที่สมัคร cashfiesta ด้วยคะ
ข้างล่างนี้เป็น special offers ทั้งหมดที่ฟรีและคนไทยทำได้ อัพเดทวันที่ 27 เดือนเมษายน 2007 คะ
(ต้องให้ขึ้นwelcome login ในweb cashfiesta ก่อนแล้วค่อยสมัครนะ)
1.http://www.cashfiesta.com/php/offers.php?page=CXCH021&category=free_money
ให้เราคลิกที่ Click to get started แล้วโหลดเลยคะ เสร็จแล้วลงให้เรียบร้อย และก็
เข้า โปรแกรม คลิกปุ่มสร้าง accout ตรงขวามือคะ กรอกอีเมล์ให้เหมือนกับที่สมัคร cashfiesta ด้วยคะ
2.http://www.cashfiesta.com/php/offers.php?page=COMJ004&category=free_money
ให้เรากรอกแบบฟรอม์จนถึงหน้า Thank you ( กรอกไม่ต้องจริงก็ได้ ยกเว้น e-mail และชื่อจริงนะคะ )
3.http://www.cashfiesta.com/php/offers.php?page=COPP008&category=free_money
แค่กรอกอีเมล์และชื่อ รหัสผ่านคะ ( ตั้งเอง ) และคลิก Click here to get it free จาก
นั้นจะไปอีกหน้านึง ให้เลื่อนลงมาล่างสุดคะ จะเห็นปุ่มอยู่ 2 ปุ่ม ให้เลือกอันล่างคะ
4.http://www.cashfiesta.com/php/offers.php?page=OFFQ002&category=free_money
อันนี้ให้คลิก join แล้วสมัครตาม 4 step เลยคะ มั่วได้ยกเว้น e-mail นะคะ สมัครเสร็จแล้วลองเข้าดูนะ
5.http://www.cashfiesta.com/php/offers.php?page=FLAD016&category=free_money
ให้ดาวน์โหลดเกมมาแล้วติดตั้งลงเครื่องคะ จะมีให้ member_register ก็ให้กรอกข้อมูลลงไปคะ
6.http://www.cashfiesta.com/php/offers.php?page=AFFT010&category=free_money
อันนี้ให้ดาวน์โหลด screen savers คะ โหลดแล้วต้องลงด้วยนะคะ ลงแล้วถึงจะลบได้คะ

$$$$$ หนทางเพิ่มรายได้ที่ดีที่สุด $$$$$
1.การเล่นเนตบ่อยๆ และการหาสมาชิก(อันนี้ขอแนะนำเพราะ สามารถเพิ่มคะแนนได้อย่างมาก)
2.การหาสมาชิกเพิ่ม(ควรหาเพิ่ม เพราะคุณอาจจะมีรายได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเลยทีเดียว)
หาสมาชิกแล้วได้เงินเพิ่มประมาณเท่าไหร่ ก็ดูดังนี้เลยคะ
สมาชิกขั้นแรก Direct referrals ได้จากที่เขาทำคนละ 15%
สมาชิกขั้นสอง Indirect referrals ได้จากที่เขาทำคนละ 7%
สมาชิกขั้นสาม Indirect referrals ได้จากที่เขาทำคนละ 5%
สมาชิกขั้นสี่ Indirect referrals ได้จากที่เขาทำคนละ 3%
สมาชิกขั้นห้า Indirect referrals ได้จากที่เขาทำคนละ 3%
สมาชิกขั้นหก Indirect referrals ได้จากที่เขาทำคนละ 3%
สมาชิกขั้นเจ็ด Indirect referrals ได้จากที่เขาทำคนละ 1%
สมาชิกขั้นแปด Indirect referrals ได้จากที่เขาทำคนละ 1%
ที่เราต้องหาคือสมาชิกขั้นที่1คะ ส่วนสมาชิกขั้น2ก็เกิดจากสมาชิกขั้นที่1ของเราชวน
มา เป็นทอดๆอย่างงี๊จนถึงขั้นที่8 ลองคิดดูสมมติดิชั้นมีสมาชิกขั้นที่1เพียง2คน สมาชิกขั้น
1ของดิชั้น2คนนี้ก็มีสมาชิกอีกคนละ2คน เท่ากับดิชั้นมีสมาชิกขั้น2อยู่เท่ากับ2*2=4 ชึ่ง4
คนนี้ก็อาจจะไปหาสมาชิกอีกคนละ2คน เท่ากับว่าดิชั้นจะมีสมาชิกขั้นที่3อยู่4*2=8คน
เพราะฉะที่ขั้นที่8 ก็คือ2ยกกำลัง8เท่ากับ256คน แล้วรวมสมาชิกของเราทั้งหมดก็จะมี
510คน!นี่ขนาดเรามีสมาชิกขั้นที่1แค่2คนนะ เมื่อคุณหาได้ทุกๆ 40 คนก็จะมีรายได้เพิ่ม
ขึ้นจากที่เราทำอยู่ประมาณ 1เท่าตัวเลยคะ


$$$$$ วันที่รับเงิน $$$$$
สมมติเราสมัครและทำแต้มในเดือนเมษายน/1-2พฤษภาคม จะสรุปแต้มที่เราทำได้และ
แต้มที่ได้จากreferralsของเดือนเมษา พอหลังจากวันที่1-2พฤภา แต้มเราจะกลายเป็น 0
เพื่อสะสมใหม่ของเดือนพฤษภา/25-27พฤษภา จะสรุปแต้มจาก special offer และ
อ้ตราการจ่ายว่า 1000แต้ม ต่อ กี่$ และเงินรวมที่เราได้ ในเดือนเมษายน /1-15
มิถุนายน ถ้ายอดเราถึงที่ตั้งไว้(50$) จะมีปุ่ม REQUEST PAYMENT BUTTON ที่หน้าweb
cashfiestaในหมวด member ถ้ายอดไม่ถึง จะทบรวมกับเดือนพฤษภา/ปลายๆเดือนมิถุ
นา checkของเดือนเมษา ก็จะมาถึงเรา/สรุบ checkใบแรกที่เราจะได้ จะใช้เวลา2-3
เดือน พอหลังจากนี้ก็จะได้ทุกเดือนคะ

Money

Money is anything that is generally accepted as payment for goods and services and repayment of debts.[1][2] The main functions of money are distinguished as: a medium of exchange, a unit of account, a store of value, and occasionally, a standard of deferred payment.[3][4]

Money originated as commodity money, then evolved to easier-to-transport representative money, in which a certificate stands for a fixed quantity of a commodity.[citation needed] However, nearly all contemporary money systems at the national level are fiat money systems.[3] Fiat money is without value as a physical commodity, and derives its value by being declared by a government to be legal tender; that is, it must be accepted as a form of payment within the national boundaries of the country, for "all debts, public and private". By law, the refusal of a legal tender (offering) extinguishes the debt in the same way acceptance does.[5]

The money supply of a country is usually held to consist of currency (banknotes and coins) and demand deposits or 'bank money' (the balance held in checking accounts and savings accounts). These demand deposits usually account for a much larger part of the money supply than currency.[6][7] Bank money is intangible and exists only in the form of various bank records. Despite being intangible, bank money still performs the basic functions of money, as checks are generally accepted as a form of payment and as a means of transferring ownership of deposit money.

History of money

The use of barter-like methods may date back to at least 100,000 years ago, though there is no evidence of a society or economy that relied primarily on barter.[9] Instead, non-monetary societies operated largely along the principles of gift economics. When barter did occur, it was usually between either complete strangers or potential enemies.[10]

A 640 BCE one-third stater electrum coin from Lydia.

Many cultures around the world eventually developed the use of commodity money. The shekel was an ancient unit of weight and currency. The first usage of the term came from Mesopotamia circa 3000 BC. and referred to a specific mass of barley which related other values in a metric such as silver, bronze, copper etc. A barley/shekel was originally both a unit of currency and a unit of weight.[11] Societies in the Americas, Asia, Africa and Australia used shell money – usually, the shell of the money cowry (Cypraea moneta) were used. According to Herodotus, and most modern scholars, the Lydians were the first people to introduce the use of gold and silver coin.[12] It is thought that these first stamped coins were minted around 650–600 BC.[13]

The system of commodity money eventually evolved into a system of representative money. This occurred because gold and silver merchants or banks would issue receipts to their depositors – redeemable for the commodity money deposited. Eventually, these receipts became generally accepted as a means of payment and were used as money. Paper money or banknotes were first used in China during the Song Dynasty. These banknotes, known as "jiaozi" evolved from promissory notes that had been used since the 7th century. However, they did not displace commodity money, and were used alongside coins. Banknotes were first issued in Europe by Stockholms Banco in 1661, and were again also used alongside coins. The gold standard, a monetary system where the medium of exchange are paper notes that are convertible into pre-set, fixed quantities of gold, replaced the use of gold coins as currency in the 17th-19th centuries in Europe. These gold standard notes were made legal tender, and redemption into gold coins was discouraged. By the beginning of the 20th century almost all countries had adopted the gold standard, backing their legal tender notes with fixed amounts of gold.

After World War II, at the Bretton Woods Conference, most countries adopted fiat currencies that were fixed to the US dollar. The US dollar was in turn fixed to gold. In 1971 the US government suspended the covertability of the US dollar to gold. After this many countries de-pegged their currencies from the US dollar, and most of the world's currencies became unbacked by anything except the governments' fiat of legal tender.

Etymology

The word "money" is believed to originate from a temple of Hera, located on Capitoline, one of Rome's seven hills. In the ancient world Hera was often associated with money. The temple of Juno Moneta at Rome was the place where the mint of Ancient Rome was located.[14] The name "Juno" may derive from the Etruscan goddess Uni (which means "the one", "unique", "unit", "union", "united") and "Moneta" either from the Latin word "monere" (remind, warn, or instruct) or the Greek word "moneres" (alone, unique).

In the Western world, a prevalent term for coin-money has been specie, stemming from Latin in specie, meaning 'in kind'.[15]

More generally, the term "price system" is sometimes used to refer to methods using commodity valuation or money accounting systems to organize economic activities.[16]

Functions

In the past, money was generally considered to have the following four main functions, which are summed up in a rhyme found in older economics textbooks: "Money is a matter of functions four, a medium, a measure, a standard, a store." That is, money functions as a medium of exchange, a unit of account, a standard of deferred payment, and a store of value.[4] However, most modern textbooks now list only three functions, that of medium of exchange, unit of account, and store of value, not considering a standard of deferred payment as a distinguished function, but rather subsuming it in the others.[3][17][18]

There have been many historical disputes regarding the combination of money's functions, some arguing that they need more separation and that a single unit is insufficient to deal with them all. One of these arguments is that the role of money as a medium of exchange is in conflict with its role as a store of value: its role as a store of value requires holding it without spending, whereas its role as a medium of exchange requires it to circulate.[4] Others argue that storing of value is just deferral of the exchange, but does not diminish the fact that money is a medium of exchange that can be transported both across space and time.[19] The term 'financial capital' is a more general and inclusive term for all liquid instruments, whether or not they are a uniformly recognized tender.

Medium of exchange

When money is used to intermediate the exchange of goods and services, it is performing a function as a medium of exchange. It thereby avoids the inefficiencies of a barter system, such as the 'double coincidence of wants' problem.

Unit of account

A unit of account is a standard numerical unit of measurement of the market value of goods, services, and other transactions. Also known as a "measure" or "standard" of relative worth and deferred payment, a unit of account is a necessary prerequisite for the formulation of commercial agreements that involve debt. To function as a 'unit of account', whatever is being used as money must be:

  • Divisible into smaller units without loss of value; precious metals can be coined from bars, or melted down into bars again.
  • Fungible: that is, one unit or piece must be perceived as equivalent to any other, which is why diamonds, works of art or real estate are not suitable as money.
  • A specific weight, or measure, or size to be verifiably countable. For instance, coins are often made with ridges around the edges, so that any removal of material from the coin (lowering its commodity value) will be easy to detect.

Store of value

To act as a store of value, a commodity, a form of money, or financial capital must be able to be reliably saved, stored, and retrieved — and be predictably useful when it is so retrieved. Fiat currency like paper or electronic money no longer backed by gold in most countries is not considered by some economists to be a store of value.

Standard of deferred payment

While standard of deferred payment is distinguished by some texts,[4] particularly older ones, other texts subsume this under other functions.[3][17][18] A "standard of deferred payment" is an accepted way to settle a debt – a unit in which debts are denominated, and the status of money as legal tender, in those jurisdictions which have this concept, states that it may function for the discharge of debts. When debts are denominated in money, the real value of debts may change due to inflation and deflation, and for sovereign and international debts via debasement and devaluation.

Money supply

In economics, money is a broad term that refers to any financial instrument that can fulfill the functions of money (detailed above). These financial instruments together are collectively referred to as the money supply of an economy. Since the money supply consists of various financial instruments (usually currency, demand deposits and various other types of deposits), the amount of money in an economy is measured by adding together these financial instruments creating a monetary aggregate. Modern monetary theory distinguishes among different types of monetary aggregates, using a categorization system that focuses on the liquidity of the financial instrument used as money.

Market liquidity

Market liquidity describes how easily an item can be traded for another item, or into the common currency within an economy. Money is the most liquid asset because it is universally recognised and accepted as the common currency. In this way, money gives consumers the freedom to trade goods and services easily without having to barter.

Liquid financial instruments are easily tradable and have low transaction costs. There should be no (or minimal) spread between the prices to buy and sell the instrument being used as money.

Measures of money

The money supply is the amount of financial instruments within a specific economy available for purchasing goods or services. The money supply is usually measured as three escalating categories M1, M2 and M3. The categories grow in size with M1 being currency (coins and bills) and checking account deposits. M2 is currency, checking account deposits and savings account deposits, and M3 is M2 plus time deposits. M1 includes only the most liquid financial instruments, and M3 relatively illiquid instruments.

Another measure of money, M0, is also used, although unlike the other measures, it does not represent actual purchasing power by firms and households in the economy. M0 is base money, or the amount of money actually issued by the central bank of a country. It is measured as currency plus deposits of banks and other institutions at the central bank. M0 is also the only money that can satisfy the reserve requirements of commercial banks.

Types of money

Money is an abstraction, idea or concept, token instances of which are the physical bills or coins which are carried and traded. Currently, most modern monetary systems are based on fiat money. However, for most of history, almost all money was commodity money, such as gold and silver coins. As economies developed, commodity money was eventually replaced by representative money, such as the gold standard, as traders found the physical transportation of gold and silver burdensome. Fiat currencies gradually took over in the last hundred years, especially since the breakup of the Bretton Woods system in the early 1970s.

Commodity money

Many items have been used as commodity money such as naturally scarce precious metals, conch shells, barley, beads etc., as well as many other things that are thought of as having value. Commodity money value comes from the commodity out of which it is made. The commodity itself constitutes the money, and the money is the commodity.[20] Examples of commodities that have been used as mediums of exchange include gold, silver, copper, rice, salt, peppercorns, large stones, decorated belts, shells, alcohol, cigarettes, cannabis, candy, etc. These items were sometimes used in a metric of perceived value in conjunction to one another, in various commodity valuation or Price System economies. Use of commodity money is similar to barter, but a commodity money provides a simple and automatic unit of account for the commodity which is being used as money. Although some gold coins such as the Krugerrand are considered legal tender, there is no record of their face value on either side of the coin. The rationale for this is that emphasis is laid on their direct link to the prevailing value of their fine gold content.[21] American Eagles are imprinted with their gold content and legal tender face value.[22]South Africa ranks among the very few countries where gold coins have been minted as negotiable currency and still remain available for general purchase[23] The ISO currency code of gold bullion is XAU. ISO 4217 includes codes not only for currencies, but also for precious metals (gold, silver, palladium and platinum; by definition expressed per one troy ounce, as compared to "1 USD") and certain other entities used in international finance, e.g. Special Drawing Rights.

Representative money

In 1875 economist William Stanley Jevons described what he called "representative money," i.e., money that consists of token coins, or other physical tokens such as certificates, that can be reliably exchanged for a fixed quantity of a commodity such as gold or silver. The value of representative money stands in direct and fixed relation to the commodity that backs it, while not itself being composed of that commodity.[24]

Historically, forms of representative money (such as gold certificates and silver certificates in the United States) have served as transitional forms of currency between the use of representative money (such as specie coins), and odern fiat money.

Fiat money

Banknotes from all around the world donated by visitors to the British Museum, London.

Fiat money or fiat currency is money whose value is not derived from any intrinsic value or guarantee that it can be converted into a valuable commodity (such as gold). Instead, it has value only by government order (fiat). Usually, the government declares the fiat currency (typically notes and coins from a central bank, such as the Federal Reserve System in the U.S.) to be legal tender, making it unlawful to not accept the fiat currency as a means of repayment for all debts, public and private.[25][26]

Some bullion coins such as the Australian Gold Nugget and American Eagle are legal tender, however, they trade based on the market price of the metal content as a commodity, rather than their legal tender face value (which is usually only a small fraction of their bullion value).[22][27]

Fiat money, if physically represented in the form of currency (paper or coins) can be accidentally damaged or destroyed. However, fiat money has an advantage over representative or commodity money, in that the same laws that created the money can also define rules for its replacement in case of damage or destruction. For example, the U.S. government will replace mutilated Federal Reserve notes (U.S. fiat money) if at least half of the physical note can be reconstructed, or if it can be otherwise proven to have been destroyed.[28] By contrast, commodity money which has been lost or destroyed cannot be recovered.

Commercial bank money

Commercial bank money or demand deposits are claims against financial institutions that can be used for the purchase of goods and services. A demand deposit account is an account from which funds can be withdrawn at any time by check or cash withdrawal without giving the bank or financial institution any prior notice. Banks have the legal obligation to return funds held in demand deposits immediately upon demand (or 'at call'). Demand deposit withdrawals can be performed in person, via checks or bank drafts, using automatic teller machines (ATMs), or through online banking.[29]

Commercial bank money is created through fractional-reserve banking, the banking practice where banks keep only a fraction of their deposits in reserve (as cash and other highly liquid assets) and lend out the remainder, while maintaining the simultaneous obligation to redeem all these deposits upon demand.[30][31] Commercial bank money differs from commodity and fiat money in two ways, firstly it is non-physical, as its existence is only reflected in the account ledges of banks and other financial institutions, and secondly, there is some element of risk that the claim will not be fulfilled if the financial institution becomes insolvent. The process of fractional-reserve banking has a cumulative effect of money creation by commercial banks, as it expands money supply (cash and demand deposits) beyond what it would otherwise be. Because of the prevalence of fractional reserve banking, the broad money supply of most countries is a multiple larger than the amount of base money created by the country's central bank. That multiple (called the money multiplier) is determined by the reserve requirement or other financial ratio requirements imposed by financial regulators.

The money supply of a country is usually held to be the total amount of currency in circulation plus the total amount of checking and savings deposits in the commercial banks in the country.

Monetary policy

When gold and silver are used as money, the money supply can grow only if the supply of these metals is increased by mining. This rate of increase will accelerate during periods of gold rushes and discoveries, such as when Columbus discovered the new world and brought back gold and silver to Spain, or when gold was discovered in California in 1848. This causes inflation, as the value of gold goes down. However, if the rate of gold mining cannot keep up with the growth of the economy, gold becomes relatively more valuable, and prices (denominated in gold) will drop, causing deflation. Deflation was the more typical situation for over a century when gold and paper money backed by gold were used as money in the 18th and 19th centuries.

Modern day monetary systems are based on fiat money and are no longer tied to the value of gold. The control of the amount of money in the economy is known as monetary policy. Monetary policy is the process by which a government, central bank, or monetary authority manages the money supply to achieve specific goals. Usually the goal of monetary policy is to accommodate economic growth in an environment of stable prices. For example, it is clearly stated in the Federal Reserve Act that the Board of Governors and the Federal Open Market Committee should seek “to promote effectively the goals of maximum employment, stable prices, and moderate long-term interest rates.”[32]

A failed monetary policy can have significant detrimental effects on an economy and the society that depends on it. These include hyperinflation, stagflation, recession, high unemployment, shortages of imported goods, inability to export goods, and even total monetary collapse and the adoption of a much less efficient barter economy. This happened in Russia, for instance, after the fall of the Soviet Union.

Governments and central banks have taken both regulatory and free market approaches to monetary policy. Some of the tools used to control the money supply include:

In the US, the Federal Reserve is responsible for controlling the money supply, while in the Euro area the respective institution is the European Central Bank. Other central banks with significant impact on global finances are the Bank of Japan, People's Bank of China and the Bank of England.

For many years much of monetary policy was influenced by an economic theory known as monetarism. Monetarism is an economic theory which argues that management of the money supply should be the primary means of regulating economic activity. The stability of the demand for money prior to the 1980s was a key finding of Milton Friedman and Anna Schwartz[33] supported by the work of David Laidler,[34] and many others. The nature of the demand for money changed during the 1980s owing to technical, institutional, and legal factors and the influence of monetarism has since decreased.